อาการปวดคออาจจะเป็นโรคกระดูกคอเสื่อมได้ การจัดท่าทางการทำงานตามหลักการยศาสตร์

เคยมีอาการปวดคอร้าวไปที่สะบักและไหล่บางทีก็มีอาการปวดร้าวไปที่แขน เป็นโรคที่พบได้บ่อยมากในวัยกลางคนและในวัยสูงอายุ ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดมาจากการเสื่อมของกระดูกคอศูนย์โรคกระดูกและข้อ หรืออีกสาเหตุอาจะเกิดจากท่าทางการทำงานนั้นไม่เหมาะสมตามหลักการยศาสตร์จะต้องรีบแก้ไขโดยด่วน

โรงพยาบาลธนบุรี จึงได้อธิบายเกี่ยวกับสาเหตุและอาการดังกล่าวว่า กระดูกสันหลังส่วนคอนั้นประกอบด้วยกระดูกอ่อนคั่นอยู่ หมอนรองกระดูกเป็นกระดูกอ่อนชนิดพิเศษ จะมีความยืดหยุ่น สามารถทำให้คอมีความยืดหด หรือเคลื่อนไหวไปในทิศทางต่างๆ กัน ดังนั้นกระดูกคอมีหน้าที่สำคัญที่ทำให้ศีรษะสามารถเคลื่อนไหวไปในทิศทางต่างๆ กันตามที่เราต้องการ เช่น ก้มหรือเงยศีรษะ หันหน้าไปทางซ้ายหรือขวา หรือเอียงศีรษะไปทางซ้ายหรือขวา นอกจากนี้กระดูกคอยังทำหน้าที่แบกรับน้ำหนักศีรษะไว้ตลอดเวลา ซึ่งน้ำหนักของศีรษะและคอรวมกันประมาณ 10% ของน้ำหนักตัว ภายในกระดูกคอจะมีประสาทไขสันหลังอยู่ ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่ไปทำให้เกิดการเคลื่อนไหวและรับความรู้สึกของแขนและขา

เมื่ออายุย่างเข้าวัยกลางคนคือ 30 ปีขึ้นไป หมอนรองกระดูกซึ่งเป็นกระดูกอ่อน จะเริ่มมีอาการเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อมตัวคือ องค์ประกอบที่เป็นน้ำที่ทำให้เกิดการยืดหยุ่นในตัวของหมอนรองกระดูกคอจะลดลงไป ทำให้คุณสมบัติในการยืดหยุ่นของหมอนรองกระดูกเสียไป ทำให้กระดูกคอปล้องที่หมอนรองกระดูกมีการเคลื่อนไหวไปในลักษณะที่ไม่ราบเรียบเป็นปกติถ้าเราไม่ระมัดระวังปล่อยให้กระดูกคอเคลื่อนไหวมากเกินขอบเขต ก็จะทำให้เกิดการชำรุดของหมอนรองกระดูกคอเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมีผลทำให้ข้อต่อของกระดูกคอปล้องนั้นๆ เสียไป

อาการเริ่มต้นของหมอนรองกระดูกคอเสื่อม คือ จะมีอาการปวดคอและคอแข็งที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ตกหมอน” บางทีก็มีอาการปวดตื้อๆ ลึกๆ ที่บริเวณสะบัก ที่ชาวบ้านเรียกว่า “สะบักจม” อาการทั้งสองอย่างนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าหมอนรองกระดูกคอเริ่มมีอาการเสื่อมตัวแล้วถ้าการเสื่อมตัวของหมอนรองกระดูกคอมากขึ้นก็จะมีการทรุดตัวของหมอนรองกระดูกคอมากขึ้น ทำให้ช่องว่างระหว่างกระดูกคอแคบลง และมีกระดูกงอกตามขอบของข้อต่อกระดูกคอ ที่เรียกว่า “กระดูกงอก” หรือ “หินปูนเกาะ” มีผลทำให้เกิดการตีบแคบของช่องประสาทที่ผ่านลงไป เมื่อตีบแคบถึงระดับหนึ่ง ก็จะเกิดการกดทับเส้นประสาทและประสาทไขสันหลัง ถ้าเป็นการกดทับเส้นประสาท ก็จะทำให้เกิดการปวดร้าวลงไปตามแขนจนถึงนิ้วมือ ถ้ากดมากๆ จะทำให้เกิดอาการชาและกล้ามเนื้ออ่อนแรง

คุณหมอกล่าวถึงการรักษาว่า ในระยะเริ่มต้นของหมอนรองกระดูกเสื่อมให้การรักษาทางยาและกายภาพบำบัด คือ หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวของกระดูกคอมากเกินไป อาจจะต้องให้นอนพักหรือมีการถ่วงดึงคอ ให้ยาลดการอักเสบและแก้ปวด บริหารกล้ามเนื้อคอให้แข็งแรงเพื่อช่วยแบกรับน้ำหนักศีรษะไม่ให้ผ่านกระดูกคอมากเกินไป อาจจะให้ใส่เครื่องพยุงคอ(Cervical collar) เพื่อช่วยเตือนให้คออยู่ในลักษณะปกติ ลักษณะการนอน ควรใช้หมอนนิ่มๆ มีส่วนรองรับกระดูกคอให้อยู่ในลักษณะปกติ หมอนจะต้องไม่สูงเกินไป ถ้าไม่หนุนหมอนเลยก็ไม่ได้ เพราะไม่มีส่วนรองรับคอ (กระดูกคอปกติจะต้องโค้งไปทางด้านหน้าเล็กน้อย) เมื่อกระดูกคอมีการเสื่อมตัวมากแล้วและมีการกดทับเส้นประสาทหรือประสาทไขสันหลังแล้ว การรักษาทางยาและกายภาพบำบัดจะไม่ได้ผล จะต้องให้การรักษาโดยวิธีผ่าตัด

ศูนย์โรคกระดูกและข้อ โรงพยาบาลธนบุรี ยังได้ให้คำแนะนำเพื่อช่วยชะลอการเสื่อมตัวของกระดูกคอ หรือไม่ให้เสื่อมตัวเร็วเกินไปไว้ดังนี้ 1.หลีกเลี่ยงการบิดหมุนคอหรือสะบัดคอบ่อยๆ 2.การนั่งทำงาน นั่งอ่านหนังสือหรือนั่งเขียนหนังสือ ควรให้คออยู่ในลักษณะตรงปกติ อย่าก้มคอมากเกินไป 3.การนอนควรใช้หมอนหนุนศีรษะ โดยมีส่วนรองรับใต้คอให้กระดูกคออยู่ในลักษณะปกติ 4.บริหารกล้ามเนื้อคอให้แข็งแรงสม่ำเสมอ 5.หลีกเลี่ยงการทำงานโดยแหงนคอเป็นเวลานานๆ บ่อยๆ 6.หลีกเลี่ยงการรักษาโดยวิธีการดัดคอ หรือบิดหมุนคอ การดูแลรักษาสุขภาพร่างกายเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในปัจจุบัน เพราะสาเหตุของโรคต่างๆ ล้วนเกิดจากการไม่ดูแลเอาใจใส่ร่างกายเท่าที่ควร การทำตามคำแนะนำของแพทย์ก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกัน เพื่อร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ

โรคกระดูกคอเสื่อม

โรคกระดูกคอเสื่อม นับเป็นอีกหนึ่งโรคของการเจ็บปวดของกระดูกที่พบได้มากในปัจจุบัน สาเหตุสำคัญคือ เมื่ออายุมากขึ้น ข้อต่อต่าง ๆ ระหว่างกระดูกคอแต่ละปล้อง ที่ได้รับแรงกระแทกมานาน มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะโครงสร้างไป เช่น หมอนรองกระดูกสันหลังที่มีส่วนประกอบของน้ำ เปลี่ยนจาก 88% ในเด็ก เป็น 70% ในคนอายุ 72 ปี ทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังยุบลง (คนอายุมากจึงเตี้ยลงกว่าเดิม) และมีความยืดหยุ่นลดลง ส่งผลให้ส่วนอื่นที่อยู่รอบข้างต้องรับแรงกระแทกมากขึ้นกว่าเดิม รวมถึงมีหินปูนมาเกาะกระดูกและเอ็นพังผืดต่าง ๆ ทำให้หนาตัวขึ้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ จะกดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการต่าง ๆ มักเกิดตรงบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวมาก คือที่ หลังคอ และ หลังเอว เมื่อเข้าสู่วัยกลางคนขึ้นไป ก็มักจะมีการเสื่อมที่กระดูกสันหลังขึ้นได้ จากภาพรังสีของคนทั่วไปพบว่า คนอายุ 50 ปี จำนวนร้อยละ 50 จะมีอาการกระดูกคอเสื่อม และคนอายุ 65 ปี พบเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 75-85

ทุกคนคงเคยมีอาการปวดคอ ซึ่งส่วนมากเกิดจากกล้ามเนื้อหรือเอ็นรอบคอ เกิดอาการเคล็ด ขัด ยอก ซึ่งมักไม่รุนแรงและหายไปเองได้ แต่ไม่แน่ว่าอาการเหล่านี้อาจเกิดจากกระดูกคอเสื่อมก็ได้ เมื่ออายุมาก ก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ทุกคน

ลักษณะอาการของโรคกระดูกคอเสื่อมเมื่อเกิดขึ้นหินปูนที่เกาะกระดูกและเอ็นจะไปกดเส้นประสาททำให้เกิดอาการ

ปวดคอร้าวไปยังแขนและเกิดอาการชาที่แขน มักปวดหลังคอบริเวณ 2 ข้างของกระดูกสันหลัง อาจปวดร้าวขึ้นไปถึงท้ายทอย หรือ ลงมาบริเวณสะบัก และปวดมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวหรือออกแรง ถ้าไม่มีการปวดร้าวมาที่แขน แสดงว่ายังไม่มีการกดเส้นประสาท แต่จะปวดกระดูกและข้อต่าง ๆ ในกระดูกสันหลัง ซึ่งมีการเสื่อมสภาพไป

ถ้ามีการกดเส้นประสาทใด จะมีอาการปวดร้าวไปตามบริเวณที่เส้นประสาทถูกกด อาการนี้มักจะเป็น ๆ หาย ๆ แบบเรื้อรัง

โดยระดับกระดูกคอที่มีการเสื่อมบ่อยมาก

กระดูกข้อที่ 5-6และข้อที่ 6-7

อาการ

ปวดหลังคอร้าวไปยังแขนตรงกล้ามเนื้องอแขน และอาจปวดร้าวไปถึงแขนท่อนล่าง จนถึงนิ้วโป้งและนิ้วชี้ และอาการเส้นประสาทคอเส้นที่ 7 ถูกกด คือปวดหลังคอร้าวไปด้านหลังของไหล่ ไปหลังแขนตรงกล้ามเนื้อเหยียดแขน และอาจปวดร้าวไปถึงด้านหลังของแขนท่อนล่าง จนถึงนิ้วกลาง ถ้ามีการกดประสาทไขสันหลังขึ้น จะมีอาการแบบค่อย ๆ อ่อนแรงลงเรื่อย ๆ

โดยจะเป็นแบบนี้เรื้อรังหลายปีและจะลุกลามจนกระทั่งเดินไม่ได้เลยทีเดียวแต่ในระยะเริ่มต้นมักมีอาการเพียงเล็กน้อยเช่น

เดินไม่คล่อง ทำของหล่นจากมือบ่อย ๆ เมื่อเป็นมากขึ้น จะเดินขากาง โน้มตัวไปข้างหน้า ในที่สุดก็จะเดินไม่ได้ ต้องนั่งรถเข็น กลัดกระดุมเสื้อไม่ได้ เขียนหนังสือลายมือไม่เหมือนเดิม ซึ่งเมื่อทำการตรวจร่างกาย ก็จะพบกล้ามเนื้อมือลีบลงและอ่อนแรงลง กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง มีอาการปวดแบบไฟฟ้าช็อตหรือชาไปกลางหลังเวลาก้มคอ

สำหรับการวินิจฉัยเพื่อรักษานั้น

เมื่อคนอายุมากส่วนใหญ่จะมีการเปลี่ยนแปลงของกระดูกคอที่เห็นได้จากภาพรังสี แต่ส่วนน้อยเท่านั้นที่จะมีอาการ ดังนั้น การวินิจฉัยโรคนี้ต้องซักประวัติและตรวจร่างกายให้ละเอียด อาการทุกอย่างต้องเข้าได้กับภาพทางรังสี และภาพทางคอมพิวเตอร์แม่เหล็ก (MRI)

กระดูกคอเสื่อมรักษาอย่างไรไม่ผ่าตัด

กระดูกคอเสื่อม เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยวัยกลางคนและผู้สูงอายุ โดยสาเหตุเกิดจากความเสื่อมของกระดูกคอและหมอนรองกระดูกคอ ซึ่งอาการจะเป็นมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น โดยพบว่ามากถึง 85% ของผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 60 ปีนั้นมีหมอนรองกระดูกคอเสื่อม บางรายไม่แสดงอาการ บางรายมีอาการร่วมด้วยมากน้อยแตกต่างกัน

หากความเสื่อมเป็นมากขึ้น ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดหรือชา เหตุมาจากข้อต่อบริเวณคอเสื่อมและอักเสบ, กล้ามเนื้อคอทำงานหนักมากขึ้น, ช่องเส้นประสาทบริเวณคอปิดแคบลงทำให้เส้นประสาทถูกกดทับ รวมไปถึงการขยับของหมอนรองกระดูกคอที่ไม่แข็งแรงเหมือนเดิม โดยอาการที่เป็นไปได้จากกระดูกคอและหมอนรองกระดูกคอเสื่อม คือ

  • อาการปวดคอสะบักร้าวไปที่แขนบางรายร้าวไปถึงมืออาการสัมพันธ์กับท่าทางของคอโดยเฉพาะท่าหันและเงยศีรษะ
  • ปวดแปล๊บๆเหมือนไฟดูดหรือมีอาการชาบริเวณดังกล่าวร้าวไปที่แขนมือหรือบริเวณนิ้ว
  • ลายมือเปลี่ยนไปติดกระดุมไม่ถนัดหรือใช้มือได้ไม่คล่องเหมือนเคย
  • มืออ่อนแรงยกขวดน้ำหรือแก้วน้ำไม่ไหว
  • ผู้ป่วยมีอาการเดินได้ลำบากขึ้นทรงตัวได้แย่ลงหากเป็นมากขึ้นจะเดินช้าลงและเดินกางขาโดยไม่รู้ตัว
  • หากการกดทับเส้นประสาทเป็นไปมากแล้วผู้ป่วยจะไม่สามารถกกลั้นปัสสาวะหรือกลั้นอุจจาระได้

อาการเหล่านี้มีสาเหตุได้จาก

1. ตัวหมอนรองกระดูกนั้นมีอาการเสื่อมร่วมกับเสียความยืดหยุ่น ส่งผลให้หมอนรองกระดูกมีความสูงที่ลดลง หากทรุดลงมากอาจพบกระดูกคอเกิดการสัมผัสกดกัน เกิดอาการปวดขึ้น ซึ่งความเสื่อมนี้มักจะพบหลังจากอายุ 40 ปี

2. เกิดจากหมอนรองกระดูกคอมีการเคลื่อนหรือแตก ส่งผลให้ตัวเนื้อหมอนรองกระดูกนั้นไปทับเส้นประสาท ทำให้มีอาการปวดร้าว ชา หรืออ่อนแรงบริเวณสะบัก แขน หรือมือได้

3. ถัดไปคือกระดูกงอก เมื่อความเสื่อมเป็นไปมากขึ้น ตัวกระดูกคอจะมีการงอกออกมาเพื่อทดแทนความแข็งแรงของกระดูกคอและหมอนรองกระดูกคอที่เสื่อมไป กระดูกที่งอกออกมานี้เองที่จะกดทับต่อเส้นประสาทคอ หรือโคนเส้นประสาทคอ ส่งผลทำให้เกิดอาการดังกล่าวได้

4. เกิดจากการตึงตัวและการอักเสบของตัวเอ็นที่อยู่รอบๆ ข้อต่อกระดูกคอ ส่งผลให้เกิดอาการปวดร้าวบริเวณคอ ได้โดยอาการจะสัมพันธ์กับท่าทางและกิจกรรมต่างๆ

แนวทางการรักษา

การรักษาโรคกระดูกคอเสื่อม สามารถทำได้โดยเริ่มจากการวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวด เพราะอาการดังกล่าวสามารถเกิดจาก กระดูก, ข้อต่อ, กล้ามเนื้อ หมอนรองกระดูก, หรือเส้นประสาทก็ได้ แพทย์จะใช้การซักประวัติ และตรวจร่างกายเป็นหลักในการวินิจฉัยหาสาเหตุ บางครั้งอาจต้องใช้เอ็กซเรย์ (X-ray)  หรือ MRI เข้ามาช่วยในการวินิจฉัยและวางแผนการรักษา

หลังจากทราบสาเหตุที่แท้จริงแล้ว แพทย์จะเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมให้ผู้ป่วย ซึ่งพบว่าการรักษาโดยไม่ผ่าตัดนั้นได้ผลดีกับโรคกระดูกคอเสื่อมทั้งที่อาการเพิ่งเริ่มเป็น และเป็นไปมากแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานยา หรือการฉีดยาด้วยเทคนิคพิเศษต่างๆ ถึงแม้ผู้ป่วยจะมีอาการเป็นมากแล้ว ก็สามารถมีอาการดีขึ้นจากการรักษาแบบไม่ผ่าตัดได้

การฉีดยาด้วยเทคนิคพิเศษนี้ จะฉีดภายใต้เครื่องเอ็กซเรย์ (X-ray)  ซึ่งทำให้มีความแม่นยำและใช้ยาปริมาณน้อย ทำให้ผู้ป่วยจะได้รับความเจ็บปวดน้อยที่สุด โดยยาที่ฉีดประกอบไปด้วยยาลดการอักเสบและยาลดปวด ส่งผลให้อาการปวด อาการชา และอ่อนแรงของผู้ป่วยลดลงในระยะเวลาต่อมา นอกจากนี้การฉีดยาบริเวณเส้นประสาทคอนั้นสามารถช่วยในการวินิจฉัย และช่วยยืนยันตำแหน่งของเส้นประสาทที่ถูกกดทับและเป็นสาเหตุของอาการดังกล่าวเพื่อช่วยในการวางแผนการรักษาในอนาคตได้อีกด้วย

การรักษาแบบไม่ผ่าตัดจึงเหมาะกับ

  • ผู้ป่วยที่มีอาการเสื่อมยังไม่มาก
  • ผู้ป่วยที่อาการเป็นมากขึ้นรับประทานยาแล้วไม่ดีขึ้น
  • ผู้ป่วยที่มีอาการมากแล้วแต่ไม่อยากได้รับความเสี่ยงจากการผ่าตัด
  • ผู้ป่วยที่ต้องรับการผ่าตัดแต่มีโรคประจำตัวที่ไม่สามารถเข้าผ่าตัดได้